แฟน ฟิคชั่น เรื่อง เพราะเราคู่กัน ตอนที่ 1




นิยายรักหลากอารมณ์ หลายคู่ชีวิต ลิขิตด้วยหัวใจ

"เพราะเราคู่กัน"
ชนาภัทร : เขียน


ความในใจถึงผู้อ่าน


แรกเริ่มเดิมที ผู้เขียนเพียงแค่อยากลองเขียนนิยายเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่ว่างจากงาน โดยคิดว่าคงเขียนไม่กี่ตอน เพราะแต่ละตอนที่เขียนย่อมต้องใช้เวลา ซึ่งอาจจะลดทอนเวลาที่ควรจะได้พักผ่อนลงไป แต่เมื่อได้อ่านคอมเม้นต์ของผู้อ่านหลายๆ คนแล้ว ก็เกิดพลังที่อยากจะเขียนเรื่องนี้ให้ยาวต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ทั้งที่ความจริง หากไม่ใส่ตัวละครให้มากมายเกินไปนัก เรื่องนี้คงจบไปนานแล้ว ผู้อ่านบางคนก็บ่นว่าตัวละครเยอะ จำไม่ไหว แต่ผู้เขียนอยากจะบอกว่า นี่ล่ะคือเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ยืดยาวมาได้จนทุกวันนี้ และผู้เขียนก็พยายามจะใช้ทุกๆ ตัวละครสะท้อนถึงความรักที่มีหลากหลายรูปแบบ บางตัวละครอาจจะแสนดี บางตัวละครอาจจะร้ายลึก แต่ทุกๆ การกระทำของตัวละครย่อมมีเหตุผล เฉกเช่นเดียวกับคนเราทุกคน บางครั้งเราก็ทำอะไรขาดสติไปบ้าง เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น แต่เมื่อได้มานึกย้อน เราก็จะรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ ถึงอย่างไรก็ตาม ความรักย่อมอยู่เหนือเหตุผลเสมอ ความรักไม่มีกฎเกณฑ์ และเราทุกคนคงอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ หากปราศจากความรัก

ชนาภัทร

----------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 1 : รักแท้ ไม่แคร์สื่อ

 

ภายในสนามแข่งขันประลองความเร็วคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา เส้นทางที่คดเคี้ยวยาวหลายกิโลเมตร ช่างท้าทายผู้เข้าแข่งขันทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ยิ่งนัก เสียงเชียร์จากผู้คนบนอัฒจันทร์เป็นยาชูกำลังชั้นดี ทำให้นักแข่งหลายคนฮึดสู้ รวมไปถึงพีรวิชญ์ด้วย ที่งานนี้มีหวานใจดอดมาส่งแรงเชียร์กันถึงในห้องเก็บตัวของนักกีฬาเลยทีเดียว

“สู้ๆ นะครับ คุณพี” รอยยิ้มหวานที่ฉาบอยู่บนใบหน้ากลมของก้องบดินทร์ ทำให้พีรวิชญ์หัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้เห็น

“ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์ลางานมาดูผม จริงๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมาก็ได้นะ เพราะว่าผมไม่อยากให้คุณขาดงานโดยไม่จำเป็น” นัยน์ตาสีสนิมเหล็กสื่อความรู้สึกที่เป็นกังวลออกมา ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจ

“ทำไมคุณไม่อยากให้ผมมา หรือว่า คุณ.. คุณพากิ๊กมาดูใช่ม้า...” คนขี้งอนทำแก้มพองลม จนพีรวิชญ์อยากหยิกแก้มเนียนๆ นั่นสักทีเผื่อว่าอาการขี้งอน ขี้หึงมันจะลดลงไปบ้าง

“กิ๊ก เกิ๊ก อะไรเนี่ย ผมไม่มีหรอกคุณ คุณน่ะคิดมากอีกแล้ว ผมน่ะก็แค่อยากให้คุณเก็บวันลาพักร้อนไว้ เราจะได้ไปฉลองปีใหม่กันยาวๆ ไง” หนุ่มเจ้าเล่ห์ส่งสายตากรุ้มกริ่มใส่หนุ่มหน้าละอ่อน จนเขาต้องเบนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขิน เขารู้หรอกน่ะว่าความต้องการลึกๆ ของพีรวิชญ์มันคืออะไร เพราะตอนนี้พีรวิชญ์ก็ได้หัวใจของเขาไปหมดแล้ว จะขาดก็แต่เพียงร่างกายเท่านั้นที่เขายังไม่ยินยอม ยังไม่พร้อมที่จะประสานเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว

“ผมรู้นะ ว่าคุณคิดอะไรอยู่”

“ถ้าคุณรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ นั่นก็แปลว่า คุณเองก็คิดเหมือนอย่างที่ผมคิดล่ะสิ ใช่มะ” คิ้วดกเข้มเหนือดวงตาคู่โตเลิกสูงขึ้นอย่างยียวน

“คุณนี่มันทุเรศ ทุเรศ ทุเรศ จริงๆ เลย ฮึ่ย!!” สองมือเล็กรัวกำปั้นลงบนแผ่นอกกว้าง ก่อนที่จะโดนเจ้าของร่างนั้นกระชากแขนเพื่อรั้งตัวเข้ามาประกบปากและตักตวงความหอมหวานจากกลีบปากนุ่มลงสู่ลำคอที่แห้งผากอย่างหื่นกระหาย

พีรวิชญ์เลียริมฝีปากของตัวเองทันทีหลังจากที่ถอนจูบจากก้องบดินทร์ราวกับจะเก็บหยดหยาดแห่งความหวานให้ซึมไปทั่วลิ้น ก่อนจะสอดแขนไปโอบกอดก้องบดินทร์จากทางด้านหลัง แล้วกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเขาว่า...

“ขอบคุณมากนะครับ สำหรับยาชูกำลังชั้นดี”
            “พอได้แล้ว ผมอายคนอื่นเขา”

“คุณจะอายทำไม พวกนักแข่งคนอื่นๆ เขาก็ไม่รู้จักคุณซะหน่อย จริงมะ” แล้วริมฝีปากหนาๆ ของพีรวิชญ์ก็ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงมาที่ลำคอของคนตัวเล็ก ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอของก้องบดินทร์นั้นทำให้เขารู้ว่าพีรวิชญ์กำลังคิดจะทำอะไร  เขาจึงพยายามเอียงคอเพื่อหลบเลี่ยงการตีตราจองนั้น

“เมื่อกี้ยังไม่พออีกรึไง”

“ไม่เคยมีคำว่า พอ สำหรับผม โดยเฉพาะ... กับคุณ” เมื่อฝากรอยคิสมาร์คไม่ได้ คนเจ้าเล่ห์ก็เปลี่ยนมาขบเม้มที่บริเวณใบหูของก้องบดินทร์แทน

“คุณนี่มันน่าเกลียดจริงๆ เล้ย... หยึย~” ร่างเล็กที่ถูกสองแขนแกร่งพันธนาการไว้ พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกมาจากบ่วง แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าบ่วงนี้ มันรัดตัวเขาแน่นขึ้นเท่านั้น

“คนนึงน่าเกลียด อีกคนนึงน่ารัก ผมว่ามันเป็นความต่างที่ลงตัวดีออก คุณว่าจริงมะ”

“ไม่จริง!!” น้ำเสียงห้วนๆ กระแทกกระทั้นอย่างนี้แทนที่จะทำให้พีรวิชญ์โกรธขึ้ง กลับทำให้เขาแสยะยิ้มออกมาได้

“คุณนี่ ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่ผมกลับชอบนะ เพราะมันทำให้ชีวิตของผมในแต่ละวันเนี่ย มีสีสันดี”

“คุณพี!! ปล่อยผมได้แล้ว” ว่าพลางแกะมือหนาที่เหนียวราวกับตีนตุ๊กแกออก แต่กลับโดนโอบกระชับแน่นขึ้น จนรู้สึกได้ว่าแผงอกกว้างๆ นั่นแนบชิดหลังของตน

“ผมไม่ปล่อย!!” ต่างฝ่าย ต่างก็เอาแต่ใจตัว ไม่มีใครยอมใคร จนท้ายสุดก้องบดินทร์ก็งัดไม้ตายขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้าง

“แต่ผมปวดฉี่ จะให้ผมฉี่รดขากางเกงคุณเลยไหม”

“อ่ะ โอเคๆ ปล่อยก็ได้”

พีรวิชญ์คลายวงแขนที่กอดรัดออก ปล่อยให้คู่รักได้เป็นอิสระ แต่เขาก็    มิวายกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปากโดยที่ก้องบดินทร์ไม่เห็น เพราะทันทีที่หลุดจากอ้อมแขนของพีรวิชญ์ได้ ก้องบดินทร์ก็รีบก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวออกไปจากห้องเก็บตัวนักกีฬาด้วยความอับอายที่ถูกกอดท่ามกลางสายตาของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักก็ตามที

และทันทีที่เลี้ยวเข้าห้องน้ำชาย ก้องบดินทร์ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาที่ซ่อนตัว ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องน้ำย่อยด้านในสุดและลงกลอนอย่างรวดเร็ว เขาหอบหายใจจนตัวโยนที่หลุดพ้นจากหมาป่าเจ้าเล่ห์มาได้

“คุณนี่มันบ้าที่สุดเลย” แม้บ่นพึมพำต่อว่าออกมา เมื่อคิดถึงตอนที่โดนจูบ แต่ทว่า พวงแก้มเนียนใสกลับแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก แถมหัวใจยังเต้นระรัวเหมือนยังตื่นเต้นไม่หาย

แล้วจู่ๆ เสียงเปิดก๊อกน้ำก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงัดในห้องน้ำ

จนก้องบดินทร์ต้องกลั้นหายใจราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ภายนอกจะเป็นพีรวิชญ์

ใบหูเล็กที่โดนขบเม้มไปเมื่อครู่เอียงแนบกับประตูห้องน้ำด้านในสุดเพื่อฟังสุ่มเสียง แต่แม้ว่าจะไม่เงี่ยหู เสียงสนทนามันก็ดังชัดเจนอยู่แล้ว เพราะบุคคลที่ยืนสนทนากันอยู่หน้าอ่างล้างมือไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองพูดถึงจะอยู่ในห้องน้ำนี้ด้วย

 “กูเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าไอ้เชรี่ยพีแม่งเป็นเกย์ น่าขยะแขยงชะมัดยาดเลยว่ะ” หนุ่มผิวคล้ำผู้มีรูปร่างบึกบึนสมชายชาตรีเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน โดยมีเพื่อนสนิทร่วมวงการนักแข่งมาร่วมแบ่งปันความคิดเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกัน

“เออ นั่นดิ ตอนที่แม่งจูบไอ้หน้าตี๋นั่นอ่ะนะ กูเงี้ย ขนลุกเกรียวเลยว่ะ” หนุ่มมาดแมนอีกคนแสร้งทำตัวสั่นสะท้านเหมือนหวาดผวา

“ธรรมชาติสร้างให้ผู้ชายคู่กับผู้หญิง แต่ไอ้พวกนี้ แมร่ง เสือกทำผิดกฎธรรมชาติ กูว่าแมร่งน่าจะตายๆ ไปซะให้หมดๆ อยู่ไปก็รกโลกว่ะ” พลวัตรหมุนข้อมือเพื่อปิดก๊อกน้ำแล้วเงยหน้ามองกระจก ก่อนจะใช้มือขวาเสยปอยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปกันไม่ให้มันแยงลูกตา จากนั้นก็เลื่อนดวงตามาจ้องมองใบหน้าคมคายของตัวเองที่มีรอยยิ้มเหี้ยมๆ ประดับอยู่ด้วยความหยิ่งทะนง

“ไอ้พล งั้นมึงก็เล่นแมร่งเลยดิวะในสนามแข่ง ไม่ต้องให้แมร่งกลับมาแข่งต่ออีกในแมตช์หน้า” อัครินทร์เสนอแผนการณ์ชั่วร้ายขึ้นมา จนถูกพลวัตรตวัดสายตาหันมาจ้องมองอย่างตำหนิ

“ไอ้อัค มึงจะให้กูทำยังงั้นได้ไงวะ สนามแข่งนะโว้ย ถ้ากรรมการแมร่งจับได้ กูก็โดนเด้งออกจากการแข่งขันครั้งหน้าสิวะ ถ้ามึงคิดจะเล่นงานไอ้หมอนั่นล่ะก็ ของอย่างนี้ มันต้องเล่นกันนอกรอบโว้ย มันจะได้ไม่มีใครจับได้”

“มึงนี่แมร่งเลวรอบคอบจริงๆ เลยว่ะ”

“หึหึ” แล้วเสียงหัวเราะในลำคอของอัครินทร์ก็พลันสะดุดลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินเข้าห้องน้ำชายมา

“อ้าว!! พี่พี สวัสดีครับ” อัครินทร์แสร้งปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทายและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“เมื่อกี้ ตอนที่เจอกันที่โต๊ะลงทะเบียน อัคก็ไหว้พี่ไปแล้วนี่ นี่.. ไม่ต้องไหว้บ่อยๆ ก็ได้นะ  พี่ไม่อยากแก่เร็ว”

“ครับๆ” อัครินทร์พยักหน้ารับ พลางยกมือเกาท้ายทอยอย่างไม่รู้จะเอามือไม้ไปไว้ที่ไหน

“ว่าไงพล วันนี้น้องสาวนายมาดูรึเปล่า” พีรวิชญ์พยายามชวนพลวัตรที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นไล่กามาพูดคุยผ่อนคลายก่อนลงสู่สนามแข่ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยอยากสนทนาพาทีกับพีรวิชญ์สักเท่าไหร่ จนอัครินทร์ต้องช่วยพูดแทนเพราะกลัวว่าพีรวิชญ์จะรู้สึกสงสัยในความเย็นชาเกินพิกัดของพลวัตรเข้า

“วันนี้น้องสาวของพล เขาติดสอบน่ะครับพี่ ก็เลยไม่มีใครมาส่งกำลังใจ”

“ไม่เป็นไรนะพล เพราะว่ากำลังใจ เราก็สามารถหาได้จากคนรอบข้าง อัคเองเขาก็เป็นกำลังใจให้นาย ฉันเองก็เป็นกำลังใจให้นายเหมือนกัน”

“คู่แข่งกัน มาเป็นกำลังใจให้กันเนี่ยนะ บ้าแล้ว!!” แววตาดุดันสาดส่งมาจากดวงหน้าคมเข้มของพลวัตร ทำให้พีรวิชญ์ถึงกับผงะค้าง การเชื่อมสัมพันธไมตรีดูจะไร้ผล เมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นด้วย ทั้งยังทำท่าโกรธขึ้งอย่างไม่มีเหตุผลอีกต่างหาก

“...ไปเว่ยอัค ไปลงสนาม”

ขนาดอัครินทร์มองแววตาของพลวัตรก็ยังรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วเหตุไฉนพีรวิชญ์ถึงยังทำหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อยู่อีก

หลังจากที่สองหนุ่มนักแข่งรถหน้าใหม่ของวงการได้เดินออกจากห้องน้ำชายไปแล้ว พีรวิชญ์ก็รีบสาวเท้าไปยังห้องน้ำด้านในสุดซึ่งเป็นห้องเดียวที่ปิดประตูอยู่ แล้วย่อตัวก้มลงมองผ่านช่องว่างด้านล่างของประตู พอเห็นรองเท้าผ้าใบสีขาวขลิบเทา ก็ระบายยิ้มบนใบหน้าทันที

รองเท้าผ้าใบคู่นี้ เป็นรองเท้าที่พีรวิชญ์ซื้อให้ก้องบดินทร์ในวันเกิดของเขา โดยให้เหตุผลว่า... “ผมอยากก้าวเดินไปกับคุณ ขอให้รองเท้าคู่นี้เปรียบเสมือนของแทนใจของผม ผมจะไม่มีวันแยกจากคุณไปไหนเป็นอันขาด ไม่ว่าคุณจะเจอภัยอันตรายใดๆ ผมก็จะฝ่ามันไปพร้อมๆ กับคุณ”

//ก๊อกๆ//  พีรวิชญ์กำมือแล้วเคาะประตูไม้เบาๆ สองครั้ง จนคนที่ยืนเอาหูแนบกับประตูถึงกับสะดุ้ง

“คุณ ไปทำอะไรอยู่ในนั้นน่ะ” พอได้ยินเสียงเข้มๆ ของพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์ก็ถึงกับหน้าซีดเพราะกลัวว่านักแข่งรถมาดเท่คนนี้จะมาทำอะไรรุ่มร่ามกับเขาแบบส่วนตัวในที่ลับตาคน หากเป็นเช่นนั้นมันจะต้องมีอะไรมากกว่าจูบแน่ๆ

“ผมขี้อยู่” งานนี้เขาจงใจผิดศีลข้อสี่เพราะหวังว่ามันจะช่วยทำให้ผู้ชายเจ้าเล่ห์เลิกมาตอแยกับเขาในเรื่องไร้สาระ

“อย่ามาโกหกผมเลยน่า ห้องน้ำห้องเนี้ย มันเป็นส้วมซึมนะคุณ” การที่พีรวิชญ์มาแข่งที่สนามแข่งแห่งนี้บ่อยครั้ง จึงทำให้เขาเดินเข้า เดินออกจากห้องน้ำมานับครั้งไม่ถ้วน ฉะนั้นแล้วมีหรือที่พีรวิชญ์จะไม่รู้ว่าห้องน้ำย่อยๆ แต่ละห้อง มันเป็นยังไง

“ส้วมซึมแล้วไง?!

“ก็ถ้าคุณขี้จริงๆ คุณก็ต้องขึ้นไปนั่งยองๆ คงไม่ยืนขี้ให้ผมเห็นขาอย่างนี้หรอก” สุดท้ายคนที่เป็นฝ่ายจนมุมก็กลับเป็นก้องบดินทร์เสียเอง

“คุณนี่มัน... ฮึ่ย!!” ไม่รู้จะหาที่ระบายความโกรธได้ยังไง เลยได้แต่กัดฟันแล้วใช้กำปั้นทุบอากาศธาตุ ก่อนจะถอดกลอนแล้วก้าวขาออกไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่นอกห้อง

“คราวหลังจะโกหกอะไร คิดซะก่อนนะ คิ้ดดดดให้มันรอบซะก่อน มันจะได้เนียนๆ เข้าใจไหมครับ” พีรวิชญ์กระพือเปลือกตาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะโดนหมัดลุ่นๆ กระแทกเข้าที่เบ้าตา แต่โชคดีที่เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทัน ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เขาคงหมดสิทธิลงแข่งเป็นแน่

“คุณนี่ชอบทำให้ผมอารมณ์เสียอยู่เรื่อยเลย คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง” คนที่เพิ่งชกลมไปเมื่อครู่ออกอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างไม่พอใจ

“อ่ะ โอ๋ๆๆ ผมขอโทษนะ อย่าโกรธผมเลยนะ นะ นะ คืนดีกัน” พีรวิชญ์ลูบศีรษะคนขี้งอนอย่างเบาๆ ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกไปตรงหน้า

“ก็ได้ๆ” แม้คิ้วบางจะยังขมวดเป็นปมด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่หน่อยๆ แต่ก็ยินยอมที่จะยื่นปลายนิ้วก้อยไปเกี่ยวกระหวัด

“ว่าแต่เมื่อกี้นี้ที่คุณบอกว่าเป็นห่วงผม คุณห่วงเรื่องอะไรเหรอ”

“ก็เมื่อกี้ตอนที่ผมอยู่ในห้องน้ำ ผมได้ยินเสียงผู้ชายสองคน รู้สึกจะชื่อ พลกับอัค เขาพูดเหมือนอยากจะทำร้ายคุณ”

“หูฝาดรึเปล่า เมื่อกี้ผมยังคุยกับสองคนนั่นดีๆ อยู่เลย พวกเขาไม่ทำอะไรผมหรอกน่า คุณน่ะคิดมากเกินไป” มือสากๆ ขยี้เส้นผมคนที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด หวังจะให้เขาคลี่ยิ้มออกมาบ้าง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เพิ่งจะคืนดีกันไปหยกๆ

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกัน” กระชากมือที่เล่นอยู่บนศีรษะตัวเองออก ก่อนจะสะบัดกายเดินหนีออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

“เอ๊า!! เป็นอะไรอีกเนี่ย” ขาแกร่งกำลังจะย่างก้าวตามไปง้อก้องบดินทร์ แต่ทว่า กลับได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงดังแว่วเข้ามาว่าให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนลงประจำที่ในสนาม ทำเอาหัวใจของพีรวิชญ์กระตุกวูบ เขาไม่อยากบอกเลยว่าเขายังไม่พร้อมที่จะลงแข่งขัน

ก็จะให้เขาพร้อมได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อคนรักของเขาเดินแยกทางกับเขาแบบนี้ เขาจะทำอย่างไรดีที่จะทำให้ก้องบดินทร์กลับมายิ้มได้ก่อนเขาจะลงสู่สนาม

“นักแข่งรถทุกคนโปรดไปประจำที่จุดสตาร์ทด้วยครับ อีก 15 นาที     เราจะเริ่มทำการแข่งขันครับ” เจ้าหน้าที่ยังคงประกาศย้ำผ่านไมโครโฟนเพื่อขยายเสียงไปยังลำโพงตามจุดต่างๆ รอบสนามแข่ง

ดวงตาคมกล้าเหลือบมองขึ้นไปยังลำโพงสีดำที่ติดอยู่บนกำแพงข้างทางเดินแล้วกระตุกยิ้มขึ้นที่ริมปาก ก่อนจะเร่งกวดฝีเท้าไปยังห้องประชาสัมพันธ์

เมื่อไปถึงก็รีบปราดเข้าไปแย่งไมโครโฟนของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์แล้วกรอกเสียงอันดังลงไป

ก้องบดินทร์!! ก้องบดินทร์!! คุณได้ยินผมไหม?!... ผมขอโทษ!!    ขอโทษคร้าบบบ

เสียงของพีรวิชญ์ดังกระจายไปทุกพื้นที่ที่มีลำโพง ไม่เว้นแม้กระทั่งบนอัฒจันทร์ที่ก้องบดินทร์นั่งงอตัวเอามือท้าวคางจนข้อศอกแหลมติดกับหัวเข่าขาวเนียน

“พีรวิชญ์ คุณทำผมอายอีกแล้วนะ” ก้องบดินทร์กัดฟันพูดพลางหันไปมองลำโพงสีดำที่ติดอยู่เหนือเสาคอนกรีตข้างอัฒจันทร์

แล้วร่างเล็กก็ผลุนผลันลุกออกจากที่นั่ง ก้าวฉับๆ เดินไปยังห้องประชาสัมพันธ์ จนได้พบกับเจ้าของน้ำเสียงเข้มๆ นั่น

“เมื่อไร คุณจะเลิกทำอะไรแบบนี้ซะที คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบ”

“แต่ว่าผมชอบ... ผมชอบคุณ” แล้วพีรวิชญ์ก็ดึงตัวก้องบดินทร์เข้ามากอดไว้อีกครั้ง ก่อนจะบรรจงกดริมฝีปากลงบนหน้าผากกลมมนอย่างแผ่วเบา

“ไปลงแข่งได้แล้ว ถ้ายังไม่รีบไปล่ะก็ ผมโกรธจริงๆ ด้วย”

“โอเคครับ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ รักนะ จุ๊บๆ” ก่อนจะจากไป พีรวิชญ์ก็ยังมิวายมาเล่นหูเล่นตาและโปรยจูบให้ก้องบดินทร์ จนเขาถึงกับลอบยิ้มน้อยๆ ออกมาอย่างขำขันในท่าทางขี้เล่นของแฟนตัวเอง

 

            หลังจากที่พีรวิชญ์เดินไปประจำตำแหน่งที่จุดออกสตาร์ทแล้ว ก้องบดินทร์ก็เดินกลับไปยังอัฒจันทร์ด้วยความรีบร้อนเพราะกลัวว่าจะไม่ทันได้ดูตอนที่กรรมการปล่อยรถ

            สองขาเล็กย่ำก้าวขึ้นบันไดปูนอย่างรวดเร็วจนศีรษะไปโขกเข้ากับแผงไม้เล็กที่ห้อยอยู่บนคอของหนุ่มร่างสูงผอมคนหนึ่ง ทำให้ขนม ลูกอม ผ้าเย็นหล่นกระจัดกระจายลงมาเต็มพื้น

            “ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ก้องบดินทร์รีบย่อตัวก้มกวาดลูกอมนับสิบเม็ดขึ้นมากำไว้และวางลงบนมือหนาของชายหนุ่มคนนั้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบสายตากัน เพราะก้องบดินทร์ตั้งใจจะรีบเก็บให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้ไปดูการแข่งรถของพีรวิชญ์เสียที หลังจากที่หาโอกาสแบบนี้มานานแล้ว

            “ไม่เป็นไรน้อง ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เก็บเอง” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวขึ้นอย่างปรานี

            “ไม่เป็นไรครับพี่ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมช่วย” มือเล็กตะปบลงไปบนซองขนมซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายก็ยืดมือคว้าไว้เหมือนกัน มือของทั้งคู่จึงประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้ก้องบดินทร์เหลียวหน้าไปมองคนที่มาสัมผัสมือเหมือนเป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์

            ผู้ชายคนนั้นมีรูปหน้าเรียวยาวไว้ผมทรงเกาหลีชี้โด่ชี้เด่ตามสมัยนิยม แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีดำสกีนลายหัวกระโหลก กางเกงยีนเข่าขาดแลดูเป็นผู้ชายมาดเซอร์ แต่กิริยาวาจาท่าทางกลับดูสุขุมนุ่มลึกผิดกับพีรวิชญ์ที่มักพูดจากวนประสาททำให้เขาอารมณ์บูดอยู่บ่อยครั้ง

นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขารักผู้ชายอย่างพีรวิชญ์ไปได้ยังไง...

            “น้องชื่ออะไรเหรอ” นุติยิงคำถามแรกเพื่อเริ่มต้นทำความรู้จัก

            “ก้องครับ”

            “กล้องถ่ายรูปเหรอ” ผู้ชายคนนี้มีลูกเล่นแพรวพราวในการจีบไม่น้อยเลยทีเดียว เห็นหน้าขรึมๆ อย่างนี้ก็เถอะ

            “เปล่าครับ ชื่อ ก้องบดินทร์”

            “พี่ชื่อ นุติ นะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ว่าพลางยื่นมือออกมาตรงหน้า ก้องบดินทร์ มีท่าทีลังเลใจนิดหน่อย เพราะกลัวว่าหากพีรวิชญ์รู้เข้าล่ะก็ เขาคงต้องเจอบทลงโทษแน่ๆ เพราะขานั้นน่ะจ้องจะหาโอกาสขย้ำอยู่แล้ว เพียงแต่ยังหาเหตุผลที่เข้าท่าไม่ได้

            “เอ่อ... ครับ... ยินดีที่ได้รู้จัก” ก้องบดินทร์ก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมือได้ขนาดนี้

            “มือเปียกเชียว” ยิ่งโดนนุติแซว ยิ่งไม่รู้ว่าจะเอามือไม้ไปซุกซ่อนไว้ที่ไหน เลยรีบชักมือออกแล้วเอาไปไพล่ไว้ด้านหลัง พลางเบือนหน้าหลบนัยน์ตาแวววาวที่จ้องมองมา

            จะใจสั่นทำไมเล่า เรามีพีรวิชญ์อยู่แล้วทั้งคน

ตำหนิตัวเองในใจ แล้วรีบเบี่ยงตัวหลบนุติ เดินขึ้นไปนั่งยังที่ว่างบนอัฒจันทร์ ก่อนจะปรับจิตปรับใจตัวเองไม่ให้สั่นไหว


โปรดติดตามตอนต่อไป