ซิฟิลิส ในชายรักชาย

ฟังคุณหมอเจมส์อธิบายระยะและอาการที่ต่างๆ ของซิฟิลิส โดยละเอียด









ซิฟิลิส คืออะไร

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือดและไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิด โรคตามอวัยวะ โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่
    •    Primary  (ระยะแรก)
    •    Secondary (ระยะที่สอง)
    •    Latent (ระยะแฝง)
    •    Tertiary (or late) ระยะสุดท้าย


คนเราติดเชื้อโรคนี้ได้อย่างไร


ทางเพศสัมพันธ์
    •    เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
    •    เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะ primary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการ
    •    ในระยะ secondary จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโรคปริมาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อ

---------------------------------------------------------------------------------------------

อาการของโรค

ซิฟิลิสระยะแรก
ในระยะแรก รอยโรคจะปรากฏเป็นแผลริมแข็ง Chancre ซึ่งจะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้
    •    หลังจากได้รับเชื้อ 10-90 วันจะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศตรงบริเวณที่เชื้อเข้า
    •    แผลมักจะเป็นแผลเดียว ไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บ
    •    ตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก
    •    แผลจะอยู่ 1-5สัปดาห์แผลจะหายไปเอง
    •    แม้ว่าแผลจะหายไปแต่ยังคงมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด
    •    สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บมาก
    •    การตรวจเลือกในช่วงนี้อาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30

ซิฟิลิส ระยะที่สอง
    •    ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17วัน- 6 เดือน
    •    ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์แล้วจะหายไปแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา
    •    ต่อมน้ำเหลืองโต
    •    ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ
อาการที่สำคัญมีดังนี้
    •    มีผื่นสีแดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คัน
    •    ผื่นนี้สามารถพบได้ทั่วตัว
    •    จะพบหูด Condylomata lata บริเวณที่อับชื้น เช่นรักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ
    •    จะพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก
    •    ผมร่วงเป็นหย่อมๆ
    •    ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย
    •    อาการเหล่านี้จะอยู่ได้ 1-3 เดือนหายไปได้เอง และอาจจะกลับเป็นซ้ำ
    •    การตรวจเลือดในช่วงนี้จะให้ผลบวก

ระยะแฝง

    •    ช่วงนี้ผู้ป่วยไม่มีอาการของโรค ช่วงนี้กินเวลา 2-30 ปีหลังจากได้รับเชื้อ
    •    ในช่วงนี้จะทราบได้โดยการเจาะเลือดตรวจ
    •    ในระยะนี้อาจจะเกิดผื่นเหมือนในระยะ Secondary Syphilis
    •    ในระยะนี้หากตั้งครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้

ระยะสุดท้าย
    •    ระยะนี้จะกินเวลา 2-30 ปีหลังได้รับเชื้อ
    •    ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะต่างๆเช่น หัวใจและหลอดเลือด สมองทำให้อ่อนแรงหรืออาจจะตาบอด กระดูกหักง่าย
    •    หากไม่รักษาให้ทัน อวัยวะต่างๆจะถูกทำลายโดยที่ไม่สามารถกลับเป็นปกติ
    •    การตรวจเลือดอาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30

---------------------------------------------------------------------------------------------

ทำไมชายรักชายต้องให้ความสำคัญ

เป็นเวลายาวนาน ที่การเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อโรคซิฟิลิสมากขึ้น ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานจากจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เพิ่มสูงนั้น ส่วนหนึ่งระบุว่า การมีเชื้อซิฟิลิสในร่างกาย จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

---------------------------------------------------------------------------------------------

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส

การตรวจวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้โดยการนำหนองจากแผล หรือเลือดไปตรวจหาตัวเชื้อ การตรวจเชื้อทำได้โดย
>>>>Darkfield Exam<<<<
    •    การตรวจทำไดโดยการน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่สงสัยไปตรวจ
    •    นำน้ำเหลืองนั้นไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ
    •    การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้ทั้งระยะ Primary Syphilis และ Secondary Syphilis
>>>>การตรวจเลือด<<<<
    •    การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิสทำได้ 2วิธีคือ
    •    การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่การเจาะ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory) หรือ RPR (Rapid Plasma Reagent) หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีกเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
    •    การเจาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Microhemagglutination-Treponema Pallidum)
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็นโรค
    •    Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในรายสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในระบบประสาท

---------------------------------------------------------------------------------------------

ความเกี่ยวข้องระหว่างซิฟิลิสกับเอชไอวี

การเจ็บหรือมีแผลเป็นที่อวัยวะเพศ จะเป็นสาเหตุให้ง่ายต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะทำให้ผิวหนังของเราแสบ เป็นแผล และทำให้มีเลือดออกง่ายขึ้น และเมื่ออวัยวะเพศของเราสัมผัสกับช่องปากและอวัยวะเพศระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ก็ จะทำให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย

---------------------------------------------------------------------------------------------

การรักษาโรคนี้ต้องทำอย่างไร

    •    ยาที่ใช้รักษาคือ Penicillin
    •    การรักษาต้องรักษาทั้งคู่
    •    หลังจากรักษา 6 เดือนต้องตรวจซ้ำหลังจากนั้นตรวจทุกปี

การกลับมาของโรค

การเป็นซิฟิลิสไปแล้วก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ วิธีการเดียวที่จะมั่นใจได้ว่าผู้นั้นมีเชื้อซิฟิลิสหรือไม่โดยการตรวจจาก ห้องแล็บ เพราะเชื้อนี้อาจซ่อนอยู่ในอวัยวะเพศหรือในปาก และไม่ปรากฏอาการ ดังนั้น การตรวจซ้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราจะป้องกันซิฟิลิส ได้อย่างไร

วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือ การป้องกันการแพร่เชื้อซิฟิลิสจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน นอกจากนี้ การงดแอลกอฮอล์และสารเสพติด ก็จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันได้


ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 
คลีนิคนิรนาม
ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ที่
คลินิกสุขภาพชาย
หรือช่องทางเหล่านี้



ข้อมูลจาก
www.siamhealth.net