สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย

สถานการณ์การแพร่ระบาด ความรุนแรง และแนวโน้มของปัญหาเรื่องอัตราการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทมีดัชนีรวมของประเทศนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  กลุ่มวัยรุ่นซึ่งถือเป็นกำลังพลของประเทศในอนาคตยังคงขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา และยังคงขาดองค์ความรู้ในการป้องกันตนเองจากเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวี โดยวิธีการสำรวจความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่เฝ้าระวัง 14 จังหวัด ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2532 และได้ขยายพื้นที่เฝ้าระวังจนครอบคลุม 76 จังหวัดในเวลาต่อมา  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามแนวโน้มของการระบาดของเชื้อเอชไอวี   ภายใต้สถานการณ์ปัญหาเอดส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น สำนักงานระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ศูนย์ความร่วมมือไทยสหรัฐด้านสาธารณสุข ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ก็ยังคือมีความพยายามที่จะดำเนินการติดตามสถานการณ์ให้ครอบคลุมถึงประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ ๆ ซึ่งได้แก่ กลุ่มชาวประมง และกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการแพร่เชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น การนำข้อมูลจากการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวีสามารถนำมาใช้เพื่อการวางแผน ตลอดจนการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ได้  รวมถึงการพัฒนาหารูปแบบแนวทาง และมาตรการการป้องกันควบคุม และแก้ไขปัญหาเอดส์ทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขต และในระดับประเทศไทย
 การเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวีจะมีการสำรวจทุก ๆ  2 ปี ซึ่งผลการสำรวจครั้งละสุดคือเมื่อเดือนมิถุนายาม พ.ศ. 2550 โดยได้มีการดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มประชากรหลัก 5 กลุ่มประชากร ได้แก่ กลุ่มโลหิตบริจาค กลุ่มผู้ติดยาเสพติด กลุ่มหญิงฝากครรภ์ กลุ่มชายที่มาตรวจรักษาโรค และกลุ่มหญิงขายบริการทางเพศ 
 ผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวี พ.ศ. 2550 ได้รับข้อมูลจากพื้นที่เฝ้าระวัง 76 จังหวัด และมีข้อมูลที่สามารถนำวิเคราะห์ได้ดังนี้
กลุ่มโลหิตบริจาค ได้รับข้อมูลจาก 66 จังหวัด จำนวน 77,791 ตัวอย่าง และทุกจังหวัดมีจำนวนตัวอย่างมากกว่า 20 ตัวอย่าง พบว่า ความชุกของการติดเชื้อเอชไววีของกลุ่มโลหิตบริจาคในปี 2550 มีค่าลดลง  ความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มประชากรโลหิตกลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ยังคงมีระดับความชุกที่ต่ำ ในกลุ่มนักเรียนมีความชุกเท่ากับร้อยละ 0.1 ส่วนในกลุ่มนักศึกษามีค่าความชุกเท่ากับร้อยละ 0.13 การติดเชื้อเอชไอวีของทั้ง 2 กลุ่มมีแนวโน้มลดลง  ความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีกลุ่มประชากรโลหิตบริจาคที่มีอายุน้อยกว่า (อายุน้อยกว่า 20 ปี และ กลุ่มอายุ 20-24 ปี) มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่กลุ่มโลหิตบริจาคที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป กลับมีแนวโน้มค่าความชุกของรอบสำรวจปี พ.ศ. 2550  สูงขึ้น
ผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มพนักงานชายหญิงในสถานประกอบกิจกรรม ประเทศไทย พ.ศ. 2550 พบว่า พนักงานชายจำนวน 4,287 คน และพนักงานหญิง จำนวน 4,732 คน จากการสำรวจทั้ง 18 จังหวัดทั่วประเทศ พนักงานชายอายุเฉลี่ย 28 ปี สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 55.0 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 46.0 พนักงานหญิงมีอายุเฉลี่ย 29 ปี สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 58.8 จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 39.9  
ในการสำรวจพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และการใช้ถุงยางอนามัย พบว่า พนักงานชายร้อยละ 89.0 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อายุเฉลี่ยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเท่ากับ 18 ปี ร้อยละ 35.6 ใช้ ส่วนในกลุ่มพนักงานหญิง พบว่า  ร้อยละ77.2 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อายุเฉลี่ยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เท่ากับ 20 ปี ร้อยละ 20.8 ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
จากผลการสำรวจข้างต้นทำให้เราเห็นว่ากลุ่มวัยรุ่น 18- 35 ปี มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูงมาก และนับวันเริ่มอายุเฉลี่ยของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกก็มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ
อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มพนักงานชายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการทางเพศค่อนข้างคงที่ระดับร้อยละ 50-65  นับตั้งแต่รอบแรกที่เริ่มมีการสำรวจพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี  
สำหรับการป้องการอัตราการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่นั้น ในทางระบาดวิทยาจะต้องมีการส่งเสริมหรือรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัยในระดับอัตราร้อยละ 90-95 ถึงจะถือว่าผลการณรงค์ในปีนั้นประสบความสำเร็จ  แต่ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการที่ภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มมีความย่อหย่อนในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย ทั้งนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณต่าง ๆ ลดน้อยถอยลง หรือลดความเข้มข้นลงไป
สถานการณ์การแพร่ระบาด ความรุนแรง และแนวโน้มของปัญหาเรื่องอัตราการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทมีดัชนีรวมของประเทศนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  กลุ่มวัยรุ่นซึ่งถือเป็นกำลังพลของประเทศในอนาคตยังคงขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา และยังคงขาดองค์ความรู้ในการป้องกันตนเองจากเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ประกอบกับเรื่องสุขภาวะทางเพศ อนามัยเจริญพันธ์  เรื่องเพศศึกษาเรื่องโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่ากลุ่มวัยรุ่นสมควรได้รับ
การศึกษาเรื่องเพศศึกษาจากโรงเรียน หรือสถาบันในระดับอุดมศึกษาเพียงใด และกลุ่มวัยรุ่นสมควร
ที่จะต้องมีองค์ความรู้อย่างไร 
 อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มวัยรุ่น ในปี 2552  ซึ่งถือว่าเป็นกำลังพลของชาติ จะเป็นอย่างไร จะสูงขึ้น หรือน้อยลง  ก็คงยังไม่ใช่คำตอบ  หรือผลของการทำงานด้านการรณรงค์ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขณะนี้คือ เราจะหาทางอย่างไรที่สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาในการเสริมทักษะ เพื่อช่วยกันสร้างวัฒนธรรมในการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ในระดับอัตราร้อยละ 90  ซึ่งหากเราคนทำงานทำได้แล้ว..เชื่อว่าอัตราการติดเชื้อรายใหม่จะลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

สถิติอ้างอิงจาก:

[1][1] กองระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข คู่มือการเฝ้าระวังการติดเชื้อ HIV เฉพาะพื้นทีในประเทศไทย. กรุงเทพ : กองระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข. พ.ศ. 2532   [1][2] สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย พ.ศ.2550. กรุงเทพ : สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข. พ.ศ. 2550 หน้า 2 - 8                                                                                                          [1][3] สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย พ.ศ.2550. กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการกิจการ กรุงเทพ : สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข. พ.ศ. 2550 หน้า 13 [1][4] สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย พ.ศ.2550. กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการกิจการ กรุงเทพ : สำนักระบาดวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข. พ.ศ. 2550 หน้า 22

 

วันที่: 20/02/2552
โดย: นายธเนศว์ กาญธีรานนท์